Home สุขภาพ โรคท้องร่วงจากไวรัสโรตา (Rotavirus infection)

โรคท้องร่วงจากไวรัสโรตา (Rotavirus infection)

32 second read
0
61

ช่วงนี้ครอบครัวที่บ้านมีเด็กเล็ก มักจะกังวลเรื่องไข้หวัด จนหลงลืมไปว่าเด็กเล็กๆ โดยเฉพาะที่มีอายุระหว่าง 3 เดือนถึง 3 ขวบ ยังมีอีกโรคหนึ่งที่ต้องระมัดระวัง นั่นคือ ภาวะท้องร่วงรุนแรง ที่มาจาก “เชื้อไวรัสโรต้า” ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่พบบ่อยที่สุด ในบรรดาเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงในเด็กเล็ก เมื่อเทียบกับอาการท้องร่วงที่มาจากการติดเชื้อไวรัสอื่นๆ

 โรคนี้สามารถพบได้ทั่วโลก แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่มีความรู้ด้านสาธารณสุข และสุขอนามัยก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นจากการติดเชื้อไวรัสโรต้าได้ แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วในแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกาก็ยังสามารถเกิดโรคนี้ได้ โดยเฉพาะในอเมริกาที่ในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยโรคนี้นับล้านคน แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ มีเด็กเสียชีวิตจากโรคนี้เฉลี่ย 100 คนต่อปี

        แม้ว่าเชื้อไวรัสโรต้าจะพบมากในช่วงฤดูหนาว แต่ก็สามารถพบได้ในฤดูอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาความสะอาดสุขอนามัย เพราะเป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายมาก สามารถรับเชื้อได้จากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ โดยเฉพาะในเด็กที่ชอบหยิบสิ่งของเข้าปาก ชอบอมของเล่นที่มีเชื้อโรคเกาะอยู่ เนื่องจากเชื้อไวรัสโรต้าจะมีชีวิตอยู่ตามวัตถุสิ่งของในอุณภูมิปกติ โดยอาจติดมากับมือหรือของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก หรืออุจจาระของผู้ป่วย และอาจเกิดจากการไอจามรดกัน ไวรัสโรต้าสามารถตรวจพบในอุจจาระของผู้ป่วยได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มอาการถ่ายเหลว โดยระยะฟักตัวของโรคนี้จะเกิดขึ้นหลังจากได้รับเชื้อเกิน 48 ชั่วโมง และเชื้อไวรัสอาจคงอยู่ได้นานถึง 21 วันหลังจากมีอาการ

สาเหตุของโรคท้องร่วงในเด็กเกิดจากเชื้ออะไร?

สาเหตุส่วนใหญ่ของโรคท้องร่วง/ท้องเสีย/ท้องเดินในเด็ก เกิดจากการติดเชื้อ ได้แก่ เชื้อไวรัสต่างๆ แต่ที่พบบ่อยคือไวรัสโรตา (Rotavirus) เชื้อแบคทีเรีย เช่น ไทฟอยด์ พาราไท ฟอยด์ เชื้อโรคบิด ซัลโมเนลลา (Salmonella) ชิเกลลา (Shigellosis) อหิวาตกโรค (Cholera) และอื่นๆ

ในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี มีปัญหาเรื่องการติดเชื้อทางเดินอาหารเป็นปัญหาหลักคล้ายกันทั่วโลก จากข้อมูลในประเทศไทย พ.ศ. 2553 ในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยนอนในโรงพยาบาล การติดเชื้อทางเดินอาหารที่ตรวจพบเป้นอันดับ 2 (รับไว้รัก ษาในโรงพยาบาล 124,975 ราย) รองจากการติดเชื้อทางเดินหายใจที่ตรวจพบเป็นอันดับ 1 และมีการเสียชีวิตของเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี จากการติดเชื้อทางเดินอาหารเป็นอันดับ 10 (49 ราย)

ท้องร่วงในเด็กเป็นปัญหาที่พบบ่อย ทั้งที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอกและทั้งที่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล

ที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอกทั่วประเทศพบว่า ท้องร่วงจากการติดเชื้อพบมากในเด็กอายุ 2 ขวบปีแรก โดยอัตราสูงสุดอยู่ระหว่างอายุ 6 เดือนถึง 18 เดือน

เด็กท้องร่วงที่ต้องนอนโรงพยาบาลอัตราสูงสุดจะอยู่ที่อายุ 6 เดือนถึง 15 เดือน ซึ่งข้อ มูลนี้แสดงให้เห็นว่า เด็กเล็กมีโอกาสเสี่ยงต่อท้องร่วงมาก และทำให้เกิดอาการรุนแรงจนอาจเสียชีวิต

อาการไวรัสโรตา

หลังได้รับเชื้อ 1-2 วัน ถ้าเด็กมีอาการอาเจียน มีไข้ ท้องเสียถ่ายเป็นน้ำ เหมือนอาหารไม่ย่อย อุจจาระเป็นฟอง มีกลิ่นเปรี้ยวแล้วล่ะก็ อาจเป็นสัญญาณว่าเจ้าตัวเล็กจะโดนไวรัสโรต้าเล่นงานเข้าให้แล้ว

  • โรต้าเป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายมาก ชอบแฝงตัวอยู่ตามสิ่งของ เช่นของเล่นเด็ก และอยู่ได้นานเป็นวัน
  • ถึงดูแลเรื่องความสะอาดของน้ำ อาหาร และที่อยู่เป็นอย่างดี ก็ยังป้องกันลูกรัก จากไวรัสโรต้าได้ไม่เต็มที่
  • หากนำสิ่งของ หรือ มือที่เปื้อนเชื้อเข้าปาก ลูกน้อยก็ติดไวรัสได้อย่างง่ายดาย อาการรุนแรงกว่าที่คิด
  • เด็กุทุกๆ 1 ใน 2 คนที่ป่วยเป็นโรคอุจจาระร่วง จะต้องนำตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาล มีสาเหตุจากเชื้อไวรัสโรต้า
  • เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบแทบทุกคนต้องเคยติดเชื้อ ไวรัสโรต้าอย่างน้อย 1 ครั้ง

ข้อควรรู้เรื่องไวรัสโรตา

หลังเด็กได้รับเชื้อ1-2 วันจะมีอาการเริ่มจาก อาเจียน อาจมีไข้ร่วมด้วย แสดงว่าเชื้อโรคอยู่ในกระเพาะอาหาร อาการเด็กจะดูน่าเป็นห่วง ดูอ่อนเพลียทานอาหารไม่ได้  อาการนี้จะมีประมาณ 1 วัน ต่อมาเด็กจะมีอาการท้องเสียตามมา เมื่อเชื้อโรคเคลื่อนจากกระเพาะไปสู่ลำไส้ อาจท้องเสียนาน 1- 3 สัปดาห์

โรคนี้ยังไม่มียาเฉพาะ แต่มีวัคซีนป้องกันซึ่งต้องให้เด็กภายในอายุ 2-6 เดือน

การดูแลเมื่อเป็นไวรัสโรตา

ช่วงแรกที่เริ่มมีอาการอาเจียน

1.ให้รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น น้ำข้าว, โจ๊กเปล่า หรือข้าวต้มใส่เกลือ (แต่เพียงพอเค็ม)มื้อละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง หรือาหารประเภทแป้งเช่นขนมปัง ,แครกเกอร์ ก็จะช่วยให้การฟื้นตัวจากภาวะท้องเสียกลับเป็นปกติได้เร็วขึ้น

2. ให้ยาแก้อาเจียน ก่อนมื้ออาหารวันละ 3-4 ครั้ง ทุก 6-8 ชั่วโมง

3. ให้น้ำเกลือแร่ทดแทนน้ำที่สูญเสียไป

4. ในขณะเดียวกันควรที่จะงดนมสด หรือเจือจางนมที่ให้กับลูก (เจือจาง โดยใช้เนื้อนมน้อยลงครึ่งหนึ่ง) หรือใช้นมที่เหมาะกับภาวะท้องเสีย เช่น นมถั่วเหลือง หรือนมที่ไม่มีแล็คโตส เพื่อช่วยให้การย่อยและการดูดซึมนมของลำไส้ในสภาวะที่มีการติดเชื้อในลำไส้นั้นดีขึ้น ควรงดการให้น้ำผลไม้ เช่นน้ำส้มสด เนื่องจากอาจทำให้เกิดการถ่ายเหลวได้มากขึ้น

5. งดอาหารประเภท ไข่   ผัก  ผลไม้ทุกชนิด ให้ทานอาหารประเภทแป้งและโปรตีน เช่น ข้าวต้ม  ขนมปัง  แครกเกอร์  จนกว่าอาการท้องเสียจะดีขึ้น ส่วนใหญ่ 1 สัปดาห์ขึ้นไป

6. ถ้าอาเจียนมาก ทานอะไรก็ออกหมด ,ท้องเสียมาก หรือมีอาการ เพลีย ซึม หน้าซีด ตัวเย็น  กระหม่อมหน้าบุ๋มในเด็กอ่อน แสดงว่ามีภาวะขาดน้ำอย่างรวดเร็วและรุนแรงต้องรีบพบแพทย์เพื่อให้นำเกลือทดแทน  อย่าปล่อยให้ถึงขั้นนี้นะคะ

7. โดยทั่วไปถ้าเรารู้ทันโรคและเฝ้าระวังแต่ถ้าเป็นแล้วรู้วิธีดูแลลูก  เด็กจะมีอาการดูน่าเป็นห่วงเฉพาะวันแรกที่ยังมีอาเจียนอยู่เท่านั้นค่ะ เรื่องท้องเสียมักมีเล็กน้อยโดยเฉพาะเด็กที่เคยเป็นมาก่อนแล้ว  เด็กจะยังวิ่งเล่นได้ร่าเริงเป็นปกติ

8.ในกรณีพบว่าเด็กของท่านมีอาการของโรคดังกล่าวกรุณาพบแพทย์และหยุดเรียนจนกว่าอาการจะดีขึ้นเพื่อเป็นการควบคุมโรคไม่ให้แพร่กระจายต่อไป

ข้อมูลจาก: http://haamor.com, http://www.rakluke.com/

Facebook Comments
Load More Related Articles
  • ดีปลี

    ดีปลี ชื่อวงศ์ : Piperaceae ชื่อสกุล : Piper ชื่อวิทยาศ … …
  • ขิง

    ขิง ชื่อวงศ์ : Zingiberaceae ชื่อสกุล : Zingiber ชื่อวิ … …
  • ผักแปม

    ผักแปม วงศ์ Araliaceae ชื่อวิทยาศาสตร์ Eleutherococcus … …
  • กาหลง

    กาหลง ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Bauhinia acuminata  L. วงศ์ : … …
  • ขมิ้นชัน

    ขมิ้นชัน ขมิ้น หรือ ขมิ้นชัน ชื่อสามัญ Turmeric ขมิ้น ช … …
Load More By laeng
Load More In สุขภาพ
Comments are closed.

Check Also

ดีปลี

ดีปลี ชื่อวงศ์ : Piperaceae ชื่อสกุล : Piper ชื่อวิทยาศ … …